ส 1 พ.ย. 2557
Siam Sport News
Pure Sport Magazine For Sport Man
เนื้อข่าว
บุนเดสลีกา ลีกที่มีสถิติถี่ยิบ

 

แฟนลูกหนังบุนเดสลีกา ฤดูกาลนี้จะมีของเล่นใหม่เพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสในการติดตามทีมรักมากยิ่งขึ้น หลังจาก www.dfl.de เว็บไซต์ของลีกสูงสุดเมืองเบียร์ จัดการรวบรวม และบันทึกสถิติต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลที่อยากรู้ได้อย่างละเอียด และรวดเร็วแบบไม่น่าเชื่อ


ตอนนี้เว็บไซต์ของ เดเอฟแอล มีสถิติแบบละเอียดยิบให้ติดตาม

หลายคนอาจอิจฉาแข้งมหาเศรษฐี ที่งานหลักของพวกเขามีแค่การวิ่งไล่หวดลูกหนัง แต่รับทรัพย์เป็นล้านบาทต่อสัปดาห์ แต่อาชีพที่แสนสบายแบบนี้ก็แลกมาด้วยการถูกจับตามองอย่างละเอียดแทบทุกฝีก้าวเช่นกัน โดยฤดูกาลนี้ ลีกลูกหนังเยอรมัน (เดเอฟแอล) นำระบบที่ช่วยรวบรวมสถิติเล็กๆน้อยๆของนักเตะจากบุนเดสลีกา กับ ลีกาสอง มาใช้ครั้งแรก โดยบันทึกว่าแต่ละรายวิ่งเป็นระยะทางเท่าไหร่ วิ่งเร็วแค่ไหน (ทั้งตอนมีบอล และไม่มีบอล) ใช้เวลาหยุดหายใจนานเท่าไหร่หลังการสปีดเต็มฝีเท้า จ่ายบอลเข้าเป้า และพลาดเป้ากี่ครั้ง เล่นในพื้นที่ส่วนใดของสนาม ใช้เวลาในพื้นที่เหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน แม้แต่กระทั่งแต่ละคนเข้าปะทะแย่งบอลกับคู่แข่งกี่ครั้ง ชนะกี่ครั้ง แพ้กี่ครั้ง ทั้งหมดจะถูกบันทึกเอาไว้เป็นคลังข้อมูลสำหรับพวกแฟนบอลที่ชื่นชอบสถิติ ผู้สื่อข่าว หรือนักวิจารณ์ฟุตบอล เพื่อประกอบการวิเคราะห์เกม ซึ่งสามารถบ่งชี้ได้เลยว่าการที่ บาเยิร์น มิวนิค โชว์ฟอร์มได้อย่างย่ำแย่ในเกมพ่าย โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค คาถิ่น 0-1 ในนัดเปิดฤดูกาลนั้น หรือแมตช์ล่าสุดที่ชนะ ฮัมบูร์ก เอสเฟา ทีมเยือน 5-0 มีสาเหตุจากอะไร ใครโชว์ฟอร์มดี หรือแย่บ้าง โดยมีตัวเลขของผลงานทั้งหมดมาเป็นตัวเปรียบเทียบ


นอกจากนั้นยังมีกราฟฟิคสวยงาม และดูแล้วเข้าใจได้ง่ายมาก

ผู้ดำเนินการคือบริษัท อิมไพร์ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองมิวนิค ฤดูกาลก่อน พวกเขาเคยรวบรวมสถิติน่าทึ่งไว้หลายเรื่อง เช่น นักเตะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เจ้าของถาดแชมป์ วิ่งเป็นระยะทางรวมกันเฉลี่ยแล้ว มากกว่าค่าเฉลี่ยของบุนเดสลีกาถึง 6 กิโลเมตร ขณะทีมตกชั้นอย่าง ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต พวกเขาวิ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 3 กิโลเมตร โดย ทิม โชเบอร์ โฆษกของ อิมไพร์ เผยว่าพวกเขาพอใจผลงานของเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างมาก "เราได้รับผลตอบรับที่ดี เพราะมันถูกนำไปออกอากาศทาง อาแอร์เด และ เซ็ตเดเอฟ (2 สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นในเยอรมัน)" คราวนี้ใช้กล้องระบบ เอชดี 2 ตัวจับภาพครอบคลุมพื้นที่ทั่วสนาม แบ่งกันรับผิดชอบพื้นที่ฝั่งละตัว มีคอมพิวเตอร์สแกนหาตำแหน่งของนักเตะแต่ละรายถึง 25 ครั้งต่อวินาที จนกระทั่งจบเกม ยังมีเจ้าหน้าที่ 3 คน นั่งเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ตลอด หน้าที่คือสร้างตารางทั่วพื้นสนามในคอมพิวเตอร์ก่อนเกม เส้นขอบสนาม กับกรอบเขตโทษคือจุดอ้างอิง ก่อนป้อนข้อมูลว่าวันนั้นทีมใดสวมชุดแข่งสีอะไร เมื่อลงสนาม เจ้าหน้าที่ก็จะกำหนดจุด และระบุตัวนักเตะแต่ละคนด้วยกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ ซึ่งติดตามนักเตะคนนั้นไปทั้งเกม


เจ้าหน้าที่คอยทำสถิติกันข้างสนามทุกเกม ทุกสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอาจเกิดขึ้นได้หากนักเตะวิ่งเข้ามาอยู่ใกล้กันเกินไป หรือมีนักเตะกระโดดขึ้นไปทับเพื่อนร่วมทีมหลังยิงได้ "บางครั้งคอมพิวเตอร์ก็ประมวลผลผิดพลาดช่วงการฉลองประตู" โชเบอร์ อธิบาย "นั่นเป็นเหตุผลว่าาทำไมจึงต้องมีเจ้าหน้าที่นั่งเฝ้าหน้าจอ เพื่อที่จะระบุตัวนักเตะแต่ละคนในกรณีแบบนี้นั่นเอง" ไม่เพียงเท่านั้น ข้อมูลของแต่ละเกม พร้อมให้ทุกทีมนำไปใช้ได้แบบสดๆ ตลอดเวลาระหว่างเกม โดยโค้ชสามารถบอกกับกองหน้าปืนฝืดของตนเองได้เลยว่า ทำไมบอลจะไม่ถึงตัวเขา ถ้ายังคงเคลื่อนที่อยู่ในตำแหน่งเดิมๆ ระบบยังช่วยให้กุนซือทุกทีมมีหลักฐานแบบจับต้องได้ ในการตำหนินักเตะที่ไม่ยอมเล่นตามแผนที่วางไว้ "วงการฟุตบอลเริ่มนำเรื่องของสถิติไปใช้เพื่อจุดประสงค์ที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว" โชเบอร์ ระบุ


ทั้งการทำประตู การเสียประตู นาทียิง คนจ่าย มีให้เก็บสถิติกันอย่างครบถ้วน

เทคโนโลยีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับ ลา ลีกา สเปน เคยใช้หลายปีแล้ว ขณะสโมสรชั้นนำหลายแห่งในเยอรมัน ใช้ระบบที่คล้ายคลึงกันตลอดหลายฤดูกาลด้วย แต่เมื่อ เดเอฟแอล นำมาใช้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาต้องการให้มาตรฐานการเล่นมีความทัดเทียม ทั้งการเปรียบเทียบกับลีกอื่น และให้แต่ละสโมสรเปรียบเทียบกันเองในบุนเดสลีกาด้วย "ค่าใช้จ่ายในการเก็บสถิติสำหรับ 1 เกม ทั้งเรื่องของฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์ หรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน อยู่ที่ราว 3,000 ยูโร (ประมาณ 120,000 บาท) ก่อนหน้านี้ บางสโมสรที่ไม่มีเงินถุงเงินถัง คงไม่สามารถจ่ายเพื่อนำระบบนี้มาใช้ได้ แต่ตอนนี้ผมว่าทุกทีมมีสิทธิใช้ประโยชน์จากระบบนี้อย่างเท่าเทียมกันแล้ว" โฆษกของ อิมไพร์ เผย


 ไม่ว่านักเตะคนใดจะจ่ายบอล ถูกทำฟาวล์ หรือเข้าสกัดใคร ตอนนี้กลายเป็นตัวเลขหมดแล้ว

ขณะเดียวกัน โชเบอร์ ปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้กันของยุคสมัยในวงการลูกหนังเยอรมัน เพราะโค้ชยุคใหม่จอมไฮเทคทั้งหลาย จะสามารถใช้สถิติต่างๆมาวิเคราะห์เกมได้มากกว่ากุนซือรุ่นเก๋า ซึ่งเน้นการใช้สัญชาติญาณ และการบริหาร มากกว่า "เรื่องอายุไม่เกี่ยว ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเปิดรับเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหนต่างหาก มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าการนำสถิติต่างๆมาวิเคราะห์ เป็นประโยชน์กับผู้ที่นำไปใช้อย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อย ดอร์ทมุนด์ ก็นำระบบของเราไปใช้เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา" โชเบอร์ ทิ้งท้าย

ถอยหลัง